รายละเอียดโครงการเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทยครั้งที่ 9 “ปัญญาชน ศีลธรรม และภาวะสมัยใหม่: เสียงของมนุษยศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?”

โครงการจัดประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 9

“ปัญญาชน ศีลธรรม และภาวะสมัยใหม่: เสียงของมนุษยศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?”

(Intellectuals, Moralities, and Modernities: Voices of the Humanities in Southeast Asia?)

ภายใต้ ชุดโครงการเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย

 

1. หลักการและเหตุผล

ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ความเป็นภูมิภาคถูกกำหนดขึ้นจากการเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีการก่อตั้งองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค ที่เรียกว่าอาเซียน (ASEAN) หรือสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of the Southeast Asian Nations) ขึ้นในยุคสงครามเย็น  กล่าวคือจากแต่เดิมที่เคยเป็นเพียงองค์กรความร่วมมือกันอย่างกว้างๆ ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรมภายใต้กรอบของอาเซียน ก้าวไปสู่ความร่วมมือและรวมตัวกันในระดับลึกซึ้งและผูกพันกันยิ่งขึ้นภายใต้กรอบของการเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community)

กล่าวได้ว่า ประเทศและสังคมไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนดังกล่าวจึงกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม  ดังนั้นเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าวนี้ ประเทศและสังคมไทยจำเป็นต้องเตรียมตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายมิติ เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงและบูรณาการตามข้อตกลงความร่วมมือต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีศักยภาพในการแข่งขันในทุกระดับ รวมทั้งการทำความเข้าใจต่อปัญหา ประสบการณ์ และความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ของผู้คนและสังคมในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างกรณีของไทยนั้นย่อมแบกรับภาระอยู่สองด้าน  กล่าวคือ ในด้านหนึ่ง จำเป็นต้องต่อต้านอำนาจครอบงำทางปัญญาของตะวันตกเพื่อสร้างพื้นที่ยืนของตนเอง  และในอีกด้านหนึ่ง ก็จำเป็นต้องตรวจสอบตนเองอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้หลงผิดว่าความรู้ที่ผลิตโดยอุตสาหกรรมวิชาการของประเทศเป็นความรู้ที่ถูกต้องและลอยคว้างอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบอันเป็นลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของโครงสร้างและสถาบันหลักในสังคมไทย  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในประเทศไทยจึงไม่อาจแยกออกไปจากความกังวลสนใจต่อปัญหาสังคมและพัฒนาการทางการเมืองภายในชาติ  และถ้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาจะสามารถก่อรูปโครงขึ้นบนรากฐานทางความรู้/ความคิดที่แตกต่างออกไปจากสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและไม่ได้วางอยู่บนรากฐานของความรู้แบบอาณานิคม/ตะวันตกแล้ว  เราก็อาจจำเป็นต้องหันกลับไปค้นหาสิ่งที่จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือบางอย่างของตน โดยอาจนำมาจากลักษณะเฉพาะของความเป็น “ชุมทาง” หรือ “จุดเชื่อมต่อ” ทางวัฒนธรรมบางอย่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[1]  ด้วยท่าทางและท่วงทำนองเช่นนั้นแล้ว บางทีอาจทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในประเทศไทยกลายเป็นสิ่งทรงความหมายต่อสาธารณชนในวงกว้างหรือกลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้สิ่งต่างๆ ที่ถูกนำมาเป็นหน่วยในการศึกษาหรือวิเคราะห์นั้นสามารถเข้าใจได้

กล่าวโดยสรุป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาจึงจำเป็นต้องก้าวข้ามให้พ้นอุปสรรคสำคัญของ “ประวัติศาสตร์แบบยึดเอายุโรปเป็นศูนย์กลาง” ซึ่งยังคงเป็นปัญหาร่วมข้ามพรมแดนทางภูมิศาสตร์ของโลกวิชาการ[2]  ดังที่ทิเพศ จักรพรรติได้กล่าวเตือนสติไว้ว่า

 

“คำประกาศเหล่านี้ [ซึ่งโอบอุ้มเอามนุษยศาสตร์อันผลิตขึ้นโดยนักปรัชญาและนักคิดตะวันตกเอาไว้ทั้งหมด] ถูกผลิตขึ้นโดยความเขลาในเชิงสัมพัทธ์ และบางครั้งก็สัมบูรณ์ ในเรื่องเกี่ยวกับผู้คนส่วนใหญ่ของมนุษยชาติ  - คือผู้ที่อาศัยอยู่นอกวัฒนธรรมตะวันตก...  ภาวะขัดแย้งที่เกิดขึ้นทุกวันของสังคมศาสตร์ในโลกที่สามก็คือ การที่เราค้นพบว่าแม้ทฤษฎีเหล่านี้จะโง่เขลาอยู่ภายในตัวมันเองในเรื่องเกี่ยวกับ ‘เรา’ แต่ก็ยังเป็นทฤษฎีที่มีความหมายอย่างใหญ่หลวงต่อการทำความเข้าใจสังคมของเราเอง”[3]

 

            ดังนั้นถ้าสังคมไทยมุ่งจะหลุดพ้นจากกรอบการผลิตและการบริโภคความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบบใช้ยุโรปเป็นศูนย์กลาง  บางทีสิ่งแรกสุดที่ต้องทำ คือการพยายามทำความรู้จักกับกระแสธารแห่งความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคแห่งจากจุดยืนและความจำเป็นของสังคมไทยเอง  เพราะการผูกยึดอยู่กับการแทรกแซงทางญาณวิทยาของโลกวิชาการตะวันตกนั้นดูเหมือนจะไม่เพียงพอแก่ความจำเป็นและความต้องการของสังคมไทยอีกต่อไป   การสำรวจตรวจสอบความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากตำแหน่งแห่งหนซึ่งเราสามารถค้นหาได้จากสรรพเสียงที่เปล่งออกมาจากปากของผู้คนในภูมิภาคด้วยกันเอง และจากวาทกรรมหรือจุดเชื่อมต่อทางวัฒนธรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น จึงจะทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาสามารถลงหลักปักฐานที่มั่นของตนได้ในสังคมไทย  ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว อาเซียนศึกษาหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาก็คงจะล้มเหลวเหมือนเช่นความใฝ่ฝันและจินตนาการทางสังคมอื่นๆ ที่ผ่านมาในสังคมไทย  เพราะคงไม่อาจต้านทานต่อข้อกล่าวหาจากผู้สมาทานวาทกรรมครอบงำ รวมทั้งอาจไร้ความหมายใดๆ ต่อตำแหน่ง/จุดยืนของตนในปฏิบัติการด้านวิชาการอีกด้วย

            การจัดประชุมวิชาการระดับชาติ “เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทยครั้งที่ 9” ในหัวข้อ “ปัญญาชน ศีลธรรม และภาวะสมัยใหม่: เสียงของมนุษยศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?” (Intellectuals, Moralities, and Modernities: Voices of the Humanities in Southeast Asia?) มีรูปแบบกิจกรรมทางวิชาการที่หลากหลาย ได้แก่ การแสดงปาฐกถา การบรรยายพิเศษ การเสนอบทความวิจัย และการเสวนากลุ่มย่อย  การจัดประชุมครั้งนี้หวังว่ามนุษยศาสตร์จะเสมือนดังหนึ่งในพลังสำคัญในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อผลักดันให้สังคมไทย ไปสู่เปิดกว้างทางความคิดและมีพลังในการผลิตองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติโดยรวมได้อย่างแท้จริง

 

2. วัตถุประสงค์

1. เพื่อเปิดมุมมองและทบทวนสถานะของมนุษยศาสตร์ในบริบทของการเป็นประชาคมอาเซียน

2. เพื่อกระตุ้นให้เกิดคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับสภาวะมนุษย์ในสังคมที่มีความขัดแย้งและการครอบงำทางความคิดอย่างเข้มข้น

3. เสริมพลังให้มนุษยศาสตร์มีศักยภาพ และเป็นศาสตร์ที่ตอบปัญหาสังคม-การเมืองในปัจจุบันได้มากขึ้น

4. เพื่อเปิดเวทีเสนอผลานทางมนุษยศาสตร์ อันจะช่วยเสริมสร้างเครือข่ายนักวิจัยทางมนุษยศาสตร์ ทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ

 

3. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. วงวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ไทยเห็นความสำคัญของมนุษยศาสตร์ในฐานะศาสตร์ที่สามารถทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในระดับต่างๆ ได้

2. วงวิชาการด้านมนุษยศาสตร์เห็นความสำคัญของเสรีภาพทางความคิดและการแสวงหาความรู้ ซึ่งเป็นสมรรถภาพที่สำคัญของมนุษย์ในการเรียนรู้ สร้างสรรค์และแก้ปัญหา

3. นักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์สามารถตอบโจทย์ หรือตั้งประเด็นที่เชื่อมโยงกับวิชาการสาขาอื่นๆ อย่างเช่น สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ มานุษยวิทยาบางแขนง เพื่ออธิบายและเสนอทางออกให้แก่วิกฤติการณ์ของสังคมในยุคเปลี่ยนผ่าน

 

4. ผู้รับผิดชอบโครงการ

ผศ.ดร.ทวีศักดิ์ เผือกสม

ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 

5. จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม

            ประมาณ 200 คน

 

6. สถานที่จัดประชุม

            อาคารเอกาทศรถ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 

7. การเก็บค่าลงทะเบียน

            ไม่เก็บค่าลงทะเบียน

 

[1] ดู Craig J. Reynolds, Seditious Histories: Contesting Thai and Southeast Asian Pasts (Seattle and London: University of Washington Press, in association with NUS Press, 2006), 92.

[2] Dipesh Chakrabarty, Provincializing Europe: Postcolonial Thought and Historical Difference (Princeton and Oxford: Princeton University Press, 2000), 17.

[3] Chakrabarty, Provincializing Europe, 29.

 

enlightenedดาวโหลดแบบ PDF

 

mail ตอบรับการเข้าร่วมการประชุมฯ

ประกาศเมื่อวันที่ : 2015-05-29 12:33:41